|

|
ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ :
สำนวนทำนองนี้ มีอยู่ด้วยกันหลายประโยค
และมีความหมายไปในทำนองเดียวกัน
เช่น " ดูวัวให้ดูหาง
ดูนางให้ดูแม่ " "
ดูข้างให้ดูหน้าหนาว ดูสาวให้ดูหน้าร้อน "
ดังที่ได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว
แต่สำนวนที่ว่า "
ดูช้างให้ดูหาง " นี้
มุ่งให้ดูหางช้าง ที่บอกลักษณะว่าเป็นช้างดีหรือช้างเผือก
เพราะที่ปลายหางของมันยังเหลือให้เห็นสีขาวอยู่ตามเรื่องที่เล่าว่า
เวลาช้างพังตกลูกเป็นช้างเผือกสีประหลาด
พวกช้างพลายและช้างพังจะช่วยกัน
" ย้อม " กลายลูกมันเสีย
ด้วยการใช้ใบไม้หรือขี้โคนดำ
ๆ พ่นทับ เพื่อมิให้คนรู้ว่าเป็นช้างเผือกแล้วมาจับไป
หรืออย่างไรไม่แน่ชัด
แต่การย้อมลูกของมันด้วยสีเผือกให้เป็นสีนิลนั้น
ก็ยังเหลือร่องรอยอยู่อย่างหนึ่ง
คือที่ปลายหางเป็นสีขาว
เหตุนี้เขาจึงให้สังเกตลักษณะของช้างเผือกที่ตรงหางไว้เป็นหลักสำคัญ. |
ได้แกง
เทน้ำพริก : เป็นสำนวนที่มีความหมายอธิบายง่าย
ๆ เปรียบเทียบว่า
ได้ใหม่ลืมเก่านั่นเอง
มักจะใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่า
ผู้ชายเราที่ได้ภรรยาใหม่ก็ทิ้งเก่าไปเลย
คำว่า " น้ำพริก "
หรือ "
น้ำพริกถ้วยเก่า "
เราจะหมายถึงภรรยาเก่าโดยเฉพาะ
เพราะ " น้ำพริก "
เป็นอาหารประจำวันของคนไทยเราที่ไม่มีการยักย้ายเปลี่ยนแปลงเหมือนแกงหรือผัด
และมักจะมีประจำเกือบทุกมื้อก็ว่าได้.
ดอกกระดังงาไทย
ไม่ลนไฟไม่หอม : ตามความหมายของสำนวนอย่างหนึ่งว่า
สิ่งใดก็ตามถ้าปล่อยทิ้งไว้เปล่า
ๆ
หรือไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งธรรมดาไม่ดีหรือไม่เลว
แต่ถ้าไปทำให้มีเรื่องขึ้น
กลับดูเหมือนจะทำให้ดีกว่าเก่ายิ่งขึ้นกว่าเดิม
ตามความหมายดังกล่าวนี้
เราจึงมักจะเอามาใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่า
หญิงสาวบางคนที่บริสุทธิ์นั้นดูเป็นสิ่งธรรมดาไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นหรือแปลก
แต่ถ้าได้แต่งงานหรือมีสามีเสียครั้งหนึ่งแล้ว
เลิกร้างกันกลับกลายเป็น
" แม่หม้ายเนื้อหอม "
ไปได้
เปรียบกับดอกกระดังงาไทย
เมื่อเอามาลนไฟด้วยเทียนขี้ผึ้งจะมีกลิ่นหอมแรงขึ้น.
เด็ดบัวไม่ไว้ใย : หมายความว่า
ตัดสัมพันธุไมตรี หรือ
ความเป็นมิตรสนิท
หรือเคยเป็นคนรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน
อย่างชนิดที่ไม่ยอมคืนดีกัน
การที่เอาดอกบัวมาเปรียบก็เพราะเหตุที่ว่า
ดอกบัวนั้นถ้าเราหักก้านดอกลง
ตรงรอยหักมักจะมีเยื่อหรือใยก้านติดอยู่
ไม่ค่อยขาดจากกันง่าย
สำนวนนี้บางทีก็พูดว่า
" เด็ดบัวอย่าเหลือใย
" หรือ
อีกสำนวนหนึ่งว่า "
เด็ดปลีไม่มีใย " ปลี
หมายถึงดอกของกล้วยหรือหัวปลี.
เดินตามหลังราชสีห์
ดีกว่าเดินตามก้นสุนัข
: ไม่ทราบที่มาของสำนวนนี้แน่ชัดนัก
แต่เข้าใจว่า
เป็นสำนวนที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันนี้
หรือไม่มีนานมานี้นัก
จำได้ว่าอดีตนักศิลปินผู้หนึ่งซึ่งล่วงลับไปแล้ว
คือคุณเสน่ห์
โกมรชุนนำมาใช้เป็นมติของเขาครั้งหนึ่ง
สมันที่ร่วมวงกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง
ซึ่งเรืองอำนาจในสมัยนั้น
โดยถือคติยอมเป็นสมัคพรรคพวกของผู้มีอำนาจราชศักดิ์ดีกว่ายอมร่วมวงกับผู้ที่ปราศจากอำนาจราชศักดิ์หรือทรัพย์สิน.
 |