|
ตกกระไดพลอยโจน : สำนวนนี้ทางหนึ่งหมายถึง
ว่ากันว่าการทำอะไรที่บังเอิญเกิดผิดพลาดขึ้น
โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง
หรือทำไปได้ครึ่งแล้ว
ก็จำต้องทำมันต่อไปให้เสร็จสิ้นเสียเลยเรียกว่า
" พลอยโจน "
อีกทางหนึ่ง
คงจะหมายถึงการพลอยผสมโรงหรือพลอยตามไปด้วยกับเขา
ทำนองเดียวกับที่ว่า
เห็นคนอื่นตกกระได
ตนเองก็เลยพลอยโจนตามโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง
แต่อีกทางหนึ่ง
อาจหมายความได้ว่าการกระทำอะไรบังเอิญผิดพลาด
คือ " ตกกระได "
ก็เลยใช้วิธีกระโจนลงไปเสีย
เพื่อไปตั้งหลักเอาใหม่ดีกว่าปล่อยให้ตกกลิ้งลงไป.
ติเรือทั้งโกลน :
เป็นสำนวนหมายความว่า
ชิงติงานที่เขาเริ่มทำใหม่
ๆ เสียก่อน
ยังไม่ทันได้เห็นผลงานของเขา
หรือเรียกว่า
มีปากก็ติพล่อย ๆ
โดยไม่รู้ว่า
ฝีมือเขาจะเป็นยังไง
" โกลน "
ในสำนวนนี้หมายถึง
ซุง
ทั้งต้นที่เขาเอามาเกลาหรือถากตั้งเป็นรูปขึ้นก่อนเพื่อจะต่อเป็นเรือขุด
โกลนในชั้นแรกจึงดูไม่ค่อยเป็นรูปร่างดี
ต่อเมื่อโกลนดีแล้ว
จึงตบแต่งค่อยเป็นค่อยไปจนเป็นรูปเรือ.
ตีงูให้กากิน
: หมายถึง
การลงทุนลงแรงทำอะไรขึ้นอย่างโดยไม่ได้เกิดประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น
เปรียบเหมือนตีงูซึ่งต้องใช้ความกล้าหรือกำลังเล่นงานงู
แต่ครั้นพองูตายแล้วก็เอามาทำประโยชน์อะไรไม่ได้
ต้องทิ้งหรือปล่อยให้กามาจิกกินเอาตามสบาย
กา หรือ อีกา
ในสมัยก่อนได้เห็นกันมาก
จึงมักจะเอามาผูกเป็นสำนวนพังเพยอยู่ด้วยเสมอ
เช่น " กาหน้าดำ
เขาจำหน้าได้ " "
กาคาบพริก " หรือ "
สาวไส้ให้กากิน "
เป็นต้น.
ตีวัวกระทบคราด
: เป็นสำนวนหมายถึง
การแสร้งทำหรือแสร้งพูด
เพื่อให้กระทบกระเทือนไปถึงอีกฝ่ายหนึ่ง
การเอาวัวกับคาดมาเปรียบ
ก็เพราะคราดซึ่งใช้เป็นเครื่องมือกวาดลานฟางหรือหญ้าในนานั้นผูกเป็นคันยาวใช้วัวลากและคราดจะเป็นฝ่ายกระตุ้นให้วัวทำงานลากคราดไป
ซึ่งผลงานคงจะอยู่ที่คราดเป็นตังกวาด
เมื่อคราดไม่ทำงานก็เลยใช้วิธีตีวัวให้ลากคราด
เป็นทำนองว่า "
ตีวัวกระทบคราด "
วัวเลยกลายเป็นแพะรับบาปเพราะคราด
ความหมายคล้ายกับว่า
เราทำอะไรคนหนึ่งไม่ได้
เช่น
โกรธเขาแต่กลับไปเล่นงานสัตว์เลี้ยงหรือคนใกล้ชิดของเขา
เป็นการตอบแทน.
|

|
ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
: สำนวนนี้
โบราณมักใช้พูดกันมาก
หมายถึงการกระทำอะไรสักอย่างที่ไม่เหมาะสมหรือได้สมดุลกัน
หรือใช้จ่ายทรัพย์ลงทุนไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
เช่นลงทุนเล็กน้อยเพื่อทำงานใหญ่ซึ่งต้องใช้เงินมาก
ๆ
ย่อมไม่อาจสำเร็จได้ง่าย
ต้องสูญทุนไปเปล่า ๆ
เปรียบเหมือนตำน้ำพริกเพียงครกเดียว
เอาไปละลายในแม่น้ำกว้างใหญ่
เมื่อละลายไปก็จะสูญหายไปหมดสิ้นไปทำให้แม่น้ำเกิดอะไรผิดปกติขึ้น
เสียน้ำพริกไปเปล่า ๆ. |
ต้นไม้ตายเพราะลูก
: สำนวนนี้เอามาเปรียบได้กับ
พ่อแม่ที่ต้องเสียเพราะลูก
เช่นรักลูกมากจนยอมเสียสละชีวิต
หรือทรัพย์สินเพื่อลูก
ตามที่ว่า "
ต้นไม้ตายเพราะลูก "
ก็โดยที่ว่าต้นไม้บางชนิด
เมื่อมีลูกหรือมีดอกผลมักจะตาย
หรือโคนเพราะคนมาเก็บ
หรือเมื่อออกดอกผลแล้ว
เหี่ยวเฉาตายไปเองก็มี.
|

|
ตักน้ำใส่กะโหลก
ชะโงกดูเงา : สำนวนนี้เป็นคำเปรียบเปรย
หรือเป็นเชิงเตือนสติคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
หรือคนที่ทะเยอทะยานทำตนเสมอกับคนที่สูงกว่า
ให้รู้จักยั้งคิดว่าฐานะของตนเองเป็ยอย่างไรเสียก่อน
จึงค่อยคิดทำเทียมหน้าเขา
ความหมายทำนองเดียวกับที่ว่า
"
ส่องกระจกดูเงาของตัวเองเสียก่อน
" สำนวนนี้
ผู้หญิงสูงศักดิ์มักจะใช้เป็นคำเปรียบเปรยเย้ยหยันผู้ชายที่มีฐานะต่ำต้อยกว่า. |
|

|
เตี้ยอุ้มค่อม
: เป็นสำนวนที่หมายถึง
คนที่มีฐานะยากจนอยู่แล้ว
ยังอุตส่าห์ไปช่วยคนที่ยากจนกว่าตนเข้าอีก
เท่ากับ "
เตี้ยอุ้มค่อม " คือ
ยิ่งทำให้ตัวเองแย่ลงไปอีก
หรือจะเปรียบได้อีกทางหนึ่งว่าคนที่ทำงานหรือทำอะไรเป็นภาระใหญ่มากมายเกินสติกำลังของตน
ซึ่งไม่แน่ว่าจะทำไปได้ตลอดหรือไม่. |
ตัวเป็นขี้ข้า
อย่าให้ผ้าเหม็นสาบ : สำนวนนี้เป็นสุภาษิตเก่าแก่
ที่สอนให้คนเราประพฤติชอบแต่ในทางที่ดีไม่ให้ประพฤติตนไปในทางเสื่อมเสีย
แม้จะมีฐานะยากจน
เป็นตนใช้หรือลูกจ้างเขาก็ตามแต่
ก็ต้องรักษาความดีความซื่อสัตว์
รวมทั้งความสะอาดกายไปในตัวด้วย
อย่าปล่อยตัวเองให้ตกเป็นทาสของความชั่ว.
ตัวตายดีกว่าชาติตาย
:
สำนวนนี้เป็นสำนวนปลุกใจที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
มีความหมายไปในทางให้คนเรารักประเทศชาติหรือบ้านเมืองของตนเองให้มั่น
เมื่อยามมีศัตรูมารุกรานบ้าเมืองก็พร้อมที่จะพลีชีวิตร่วมกันต่อสู้เพื่อป้องกันประเทศโดยยอมให้ตนเองตายดีกว่าชาติหรือประเทศต้องถูกทำลายลง.
|

|
ตักน้ำรดหัวตอ
: สำนวนนี้
โบราณใช้เป็นคำเปรียบเทียบถึงการที่เราจะตักเตือน
หรือสั่งสอนใครสักคนหนึ่งแต่คนนั้นไม่ยอมรับ
หรือไม่เชื่อฟังคำเรา
เปรียบได้กับการที่เราเฝ้าหมั่นรดน้ำหัวตอของต้นไม้
เพื่อหวังจะให้งอกงามขึ้นมาได้
ความหมายอย่างเดียวกับสำนวนพังเพยที่ว่า
" ตักน้ำรดหัวสากล "
และ " สีซอให้ควายฟัง
". |
ตาบอดได้แว่น
:
สำนวนนี้ประโยคควบคู่อยู่ด้วยอีกสองประโยคคือ
" หัวล้านได้หวี
นิ้วด้วนได้แหวน "
มีความหมายอย่างเดียวกัน
คือหมายถึง
การได้ในสิ่งที่มีประโยชน์แก่ตนเองเลยแม้แต่น้อย
เพราะคนศรีษะล้านย่อมไม่มีผมจะหวี
และคนตาบอดถึงจะใส่แว่นก็มองไม่เห็นเพราะแว่นไม่ช่วยให้คนตาบอดกลับเห็นได้.
ตีตนไปก่อนไข้
:
สำนวนคำพังเพยนี้หมายถึง
การได้ข่าวหรือได้แต่เพียงรู้ว่า
จะมีอะไรที่ไม่ดี
หรือข่าวร้ายเกิดขึ้นกับตัว
โดยที่ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้
แต่ก็ชิงแสดงอาการทุกข์ร้อนหวาดกลัว
หรือวิตกกังวลไปเสียก่อนแล้ว
ทำให้หมดกำลังใจหรือกำลังความคิดที่จะคิดป้องกันไว้ก่อน
เรียกว่าไข้ยังไม่ทันมาถึงเลย
ตัวเองก็ชิงเป็นไข้เสียก่อน
เพราะความกระวนกระวายหรือตกใจนั่นเอง.
ตีงูให้หลังหัก
: คำพังเพยสำนวนนี้
เป็นคำเตือนสติให้เราได้รับรู้ว่า
เมื่อจะทำอะไรก็ต้องตัดสินใจทำโดยเด็ดขาดหรือจริงจังลงไป
อย่าทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ
มิฉะนั้นผลร้ายจะเกิดขึ้นได้ภายหลัง
เปรียบได้กับการที่จะตีหรือกำจัดงูพิษ
เราก็ต้องตีให้ตาย
หรือให้ถึงขนาดหลังหักไปเลย
มันจะได้สิ้นฤทธิ์กลับมาทำร้ายเราไม่ได้.
เต่าใหญ่ไข่กลบ
:
เป็นสำนวนที่หมายความว่า
การทำอะไรที่เป็นพิรุธแล้วพยายามจะกลบเกลื่อนไม่ให้คนอื่นรู้
สำนวนนี้เอาเต่ามาเป็นคำเปรียบเทียบก็เพราะธรรมชาติของเต่าใหญ่
เช่น
เต่าตนุเวลาจะวางไข่
ก็คลานขึ้นมาบนหาดทราย
แล้วคุ้ยทรายให้เป็นหลุมเพื่อไข่
พอไข่เสร็จก็คุ้ยทรายกลบไข่เสีย
เพื่อซ้อนไข่ของตนให้พ้นจากศัตรู
หรือคนลักไปทำลาย.
 |